Tony Labat ทำผลงานออกมาแบบรุ่นแรงเพื่อจะสื่อไรต่อสังคม

Tony Labet เป็นศิลปินที่สร้างศิลปะอันสุดแหวกแนว โดยงานของส่วนใหญ่ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากความรุนแรง ซึ่งผลงานของบางชิ้นของเขาอาจจะดูรุนแรงไปหน่อย จนไม่คนทั่วไปถึงกับรับไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น รูปแนว Art โดยรูปนั้น เป็นภาพที่ Tony Labet กำลังเอาปืนจ่อหัวเพื่อนในระยะประชิด  เปรียบได้ดั่งวินาทีสุดท้ายก่อนตายนั่นเอง แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้ยิงจริงๆ รวมทั้งปืนนั้นก็ไม่ได้บรรจุลูกกระสุนเอาไว้ แต่สำหรับคนจำนวนมากกลับรับไม่ได้  จึงเกิดการคัดค้านศิลปะประเภทนี้จากทั่วโลกเลยทีเดียว

Tony Labat ได้ผลิตผลงานศิลปะอันสะท้อนเกี่ยวกับตัวตนแรงงานรวมทั้งความรุนแรงออกมาอยู่เสมอๆ เขามีความคิดอยู่เสมอถึงในเรื่องของความเสี่ยงที่เขาจะทำงานประเภทนี้ออกมาสักชิ้นหนึ่ง

อย่างนิทรรศการ ” It is what it is ” เป็นการจัดแสดงงานศิลปะส่วนบุคคลครั้งแรกของ Tony Labet ณ เมือง Havana ซึ่งเป็นเมืองที่แม่ของเขาเสียชีวิตลง ในค.ศ.1966 และพ่อของเขาก็เสียชีวิตในเมือง Cuba  Tony Labet ได้ทำการบันทึกเอาไว้ว่าในชีวิตซึ่งต้องผจญกับปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความรุนแรงทางการเมืองอย่างแสนสาหัด โดยเขาไม่ได้เป็นผู้อพยพ แต่เป็นผู้ลี้ภัยและในผลงานของเขาก็ได้สะท้อนในเรื่องของความรุนแรงซึ่งได้เขาได้ประสบพบเจอในชีวิตจริงที่ผ่านมา  และถ่ายทอดมันออกมาผ่านผลงานศิลปะ Tony Labet ต้องการค้นพบตัวเองเขาจึงต้องออกจาก Miami และเดินทางไปยัง San Francisco  ใน ในปี 70  เพื่อต้องการค้นหาในก้นบึ้งของจิตวิญญาณว่าตัวเองเป็นใคร

การที่ช่วงชีวิตในวัยเด็กของ Tony Labat ต้องเผชิญกับการทำสงครามของการเมือง จนต้องหนีตายอย่างไม่อาจรู้ชะตากรรม  ตัวเขาในตอนนั้นต้องประสบพบเจอกับความรุนแรงอยู่เสมอ รวมทั้งการที่เขาต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างพ่อและแม่ไปจากความรุนแรงที่ตนเองไม่ได้เป็นคนร้องขอ มันทำให้เขารู้สึกสับสน  ทุกภาพเหตุการณ์มันยังคงตราตรึงอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ ถึงแม้ว่า Tony Labat จะไม่ได้กล่าวมันออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าทำไมเขาถึงชอบสร้างผลงานออกมาแบบรุนแรงออกมา แม้จะถูกต่อต้านหรือถูกวิจารณ์จากสังคมอย่างรุนแรง แต่เราก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องการให้ทุกคนที่อยู่ในสังคมอันสงบสุข ตระหนักถึงความสุขอันแสนเรียบง่ายที่ตนเองได้รับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ขอบคุณกับชีวิตอันแสนสงบ อีกทั้งเขายังต้องการให้ผู้คนเห็นถึงเหรียญอีกด้าน ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับแต่มันก็คือเรื่องจริง เขาอยากให้ผู้คนหันมาใส่ใจกับความรุนแรงมากกว่านี้ เพื่อโลกของเราจะสามารถลดเรื่องอันโหดร้ายลงไปได้บ้าง